พ่อแม่เริ่มฟังไม่ชัด จะชวนไปตรวจการได้ยินอย่างไร โดยไม่ทำร้ายความรู้สึก
บางบ้านเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ อย่าง “แม่ เมื่อกี้หนูเรียกตั้งสองรอบ” หรือ “พ่อ ทีวีดังไปหรือเปล่า” บางครั้งเราเริ่มสังเกตจากเวลาไปกินข้าวพร้อมกันหลายคน คุณพ่อที่เคยคุยเก่งกลับนั่งเงียบ หรือคุณแม่ยิ้มตามคนอื่น แต่เหมือนจะไม่ได้ยินว่าทุกคนกำลังคุยเรื่องอะไร
คนเป็นลูกมักเห็นความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก่อน และยิ่งเห็นบ่อยก็ยิ่งเป็นห่วง แต่พอชวนว่า “ลองไปตรวจการได้ยินไหม” คำตอบที่ได้อาจเป็น “พ่อยังได้ยินดี” “แม่ไม่ได้หูตึงเสียหน่อย” หรือ “อายุมากแล้วก็เป็นแบบนี้” บางครั้งยังไม่ทันได้คุยกันดี เรื่องก็กลายเป็นการโต้เถียงไปก่อน
ถ้าที่บ้านกำลังเจอสถานการณ์แบบนี้ การปฏิเสธไม่ได้แปลว่าคุณพ่อคุณแม่ดื้อ หรือไม่สนใจสุขภาพของตัวเองเสมอไป สำหรับบางคน คำว่า “หูตึง” กระทบความรู้สึกลึกกว่าที่ลูกตั้งใจมาก
ทำไมเรื่อง “ตรวจการได้ยิน” จึงพูดยากกว่าที่คิด
เวลาสายตาเริ่มยาว หลายคนยอมรับการตัดแว่นได้ค่อนข้างง่าย แต่เมื่อการได้ยินเริ่มลดลง ความรู้สึกอาจต่างออกไป
งานทบทวนอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับความรู้สึกถูกตีตราจากการสูญเสียการได้ยินพบว่า ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุบางคนเชื่อมโยงปัญหาการได้ยินกับความแก่ ความสามารถที่ลดลง หรือความรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากคนอื่น ความรู้สึกเช่นนี้อาจทำให้เจ้าตัวไม่อยากพูดถึงปัญหา หรือพยายามปกปิดว่าตัวเองฟังไม่ชัด [1]
งานทบทวนเรื่องการเข้ารับบริการด้านการได้ยินยังพบว่า ผู้การตัดสินใจไปตรวจหรือขอความช่วยเหลือไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับการได้ยินเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เจ้าตัวรู้สึกว่าตัวเองฟังลำบากแค่ไหน ทัศนคติที่มีต่อการดูแลการได้ยิน และปัจจัยรอบตัวอีกหลายด้าน [2]
วิธีที่ครอบครัวเริ่มพูดเรื่องนี้จึงสำคัญ เพราะบทสนทนาที่ดีควรทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้สึกว่า เรากำลังเป็นห่วงเรื่องการสื่อสารและการใช้ชีวิตของท่าน ไม่ได้กำลังจับผิดว่าท่าน “ฟังไม่ดีแล้ว”
ก่อนชวนไปตรวจ ลองสังเกตก่อนว่าท่านฟังลำบากตรงไหน
การได้ยินที่ลดลงตามวัยมักค่อย ๆ เปลี่ยนทีละน้อย จนเจ้าตัวอาจไม่ทันสังเกตว่าต่างจากเดิม บางคนยังรู้สึกว่าได้ยินเสียงค่อนข้างดี แต่เริ่มจับคำพูดได้ไม่ครบ โดยเฉพาะเวลามีเสียงอื่นรบกวน
- ถามซ้ำ หรือฟังคำพูดผิดบ่อยขึ้น
- บอกว่า “ได้ยินนะ แต่ฟังไม่รู้เรื่อง”
- เปิดโทรทัศน์หรือโทรศัพท์ดังขึ้น
- คุยกันสองคนได้ดี แต่ตามบทสนทนาไม่ทันเมื่อมีหลายคนพูด
- ฟังยากในร้านอาหาร งานเลี้ยง หรือสถานที่ที่มีเสียงรอบข้าง
- ฟังเสียงพูดบางเสียงได้ยากขึ้น เช่น เสียงผู้หญิงหรือเสียงเด็ก
- ต้องมองหน้าคนพูดจึงจะเข้าใจได้ดีขึ้น
- หลังจากคุยนาน ๆ ดูเหนื่อยหรือหงุดหงิดกว่าปกติ
- เริ่มเงียบเมื่ออยู่ในวงสนทนา หรือไม่ค่อยอยากร่วมกิจกรรมเหมือนเดิม
การสูญเสียการได้ยินตามวัยมักเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป และอาจกระทบการพูดคุยกับครอบครัว เพื่อน รวมถึงการมีส่วนร่วมทางสังคม [3]
ถ้าเริ่มเห็นสัญญาณเหล่านี้ ยังไม่ควรรีบสรุปว่า “ต้องใส่เครื่องช่วยฟังแล้ว” สิ่งที่ควรรู้ก่อนคือ การได้ยินเปลี่ยนไปจริงหรือไม่ เปลี่ยนอย่างไร และมีสาเหตุอะไรที่ควรดูแล
วิธีชวนพ่อแม่ตรวจการได้ยิน โดยไม่ทำให้รู้สึกว่ากำลังถูกจับผิด
อย่าเริ่มด้วยคำว่า “แม่หูตึงแล้ว
ลองเปลี่ยนจาก “แม่หูตึงแล้วนะ ทำไมไม่ยอมไปตรวจสักที” เป็นคำถามที่พูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เช่น “ช่วงนี้เวลาพวกเราคุยกันหลายคน แม่รู้สึกว่าฟังยากขึ้นบ้างไหมคะ?” หรือ “หนูสังเกตว่าช่วงนี้แม่เปิดทีวีดังขึ้น แม่รู้สึกว่าฟังไม่ชัดขึ้นบ้างไหมคะ?” ความต่างอยู่ตรงที่ประโยคแรกสรุปแทนท่านไปแล้วว่า “คุณมีปัญหา” ส่วนประโยคหลังเปิดโอกาสให้ท่านเล่าว่า ตัวเองรู้สึกอย่างไรกับการได้ยินในช่วงนี้
อย่าใช้เหตุการณ์ที่ท่านฟังผิดมาเอาชนะกัน
เมื่อคุณพ่อพูดว่า “พ่อยังได้ยินดี” การตอบว่า “ได้ยินดีที่ไหน เมื่อกี้เรียกสามรอบยังไม่ได้ยินเลย” อาจทำให้เรื่องที่เริ่มจากความเป็นห่วง กลายเป็นการถกเถียงว่าใครถูกใครผิด ลองเปลี่ยนเป็น “ผมเข้าใจครับว่าพ่อรู้สึกว่ายังฟังได้ดีอยู่ ผมแค่สังเกตว่าตอนมีหลายคนคุยพร้อมกัน พ่อเหมือนต้องตั้งใจฟังมากขึ้น เลยอยากให้ลองเช็กดูว่าเป็นเพราะอะไร” เรายังบอกสิ่งที่สังเกตเห็นได้ โดยไม่จำเป็นต้องทำให้ท่านรู้สึกว่ากำลังถูกพิสูจน์ว่าผิด
พูดถึงสิ่งที่ท่านอยากฟัง มากกว่าสิ่งที่ท่านทำไม่ได้
คำถามง่าย ๆ อย่าง “มีตอนไหนที่แม่อยากฟังได้ง่ายกว่านี้ไหมคะ?” อาจทำให้ได้คำตอบที่มีประโยชน์มากกว่าการถามตรง ๆ ว่า “แม่หูตึงหรือเปล่า” บางคนอาจตอบว่า ฟังหลานพูดเบา ๆ ไม่ค่อยชัด บางคนลำบากเวลาไปกินข้าวข้างนอก หรือบางคนตามบทสนทนาไม่ทันเวลาเพื่อนหลายคนคุยพร้อมกัน คำตอบเหล่านี้ช่วยให้เราเห็นว่า การได้ยินกำลังรบกวนชีวิตตรงไหน และเป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาที่เป็นธรรมชาติกว่า แทนที่จะพูดว่า “พ่อฟังคนอื่นไม่รู้เรื่องแล้ว” อาจเปลี่ยนเป็น “ผมอยากให้พ่อไปกินข้าวกับเพื่อนแล้วฟังสบายขึ้น ลองเช็กดูไหมครับว่ามีอะไรช่วยได้บ้าง”
อย่าทำให้คำว่า “มาตรวจ” เท่ากับ “ต้องซื้อเครื่องช่วยฟัง”
ความกังวลที่พบได้บ่อยคือ “ถ้าไปตรวจ เดี๋ยวก็ต้องซื้อเครื่อง” การพูดให้ชัดตั้งแต่ต้นจึงช่วยลดความกังวลได้ “ไปตรวจดูก่อนได้ค่ะ ยังไม่ต้องตัดสินใจอะไร เราแค่อยากรู้ว่าการได้ยินตอนนี้เป็นอย่างไร” คนที่มาตรวจการได้ยินไม่ได้จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยฟังทุกคน เมื่อทราบผลแล้ว แนวทางดูแลอาจแตกต่างกันไป บางคนเพียงติดตามการได้ยินเป็นระยะ บางคนมีขี้หูอุดตันหรือมีภาวะทางหูที่ควรพบแพทย์ ขณะที่บางคนอาจได้ประโยชน์จากการปรับวิธีสื่อสาร การฝึกฟัง เครื่องช่วยฟัง หรือเทคโนโลยีช่วยฟังชนิดอื่นตามความเหมาะสม การตรวจจึงควรเริ่มจากการหาคำตอบว่า “ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับการได้ยิน” ก่อนคุยกันว่า “ควรใช้อะไร”
อย่าตัดสินใจแทนท่านทุกอย่าง
เวลาลูกเป็นห่วงมาก เราอาจจัดการทุกอย่างให้โดยไม่รู้ตัว เช่น “หนูนัดวันศุกร์ไว้แล้ว พ่อไปกับหนูนะ” สำหรับบางครอบครัว วิธีนี้อาจไม่มีปัญหา แต่บางคนอาจรู้สึกว่าตัวเองกำลังเสียสิทธิ์ตัดสินใจเรื่องสุขภาพของตัวเอง ลองเปลี่ยนเป็น “ถ้าพ่ออยากลองเช็ก ผมหาที่ตรวจให้ได้นะครับ แล้วถ้าพ่ออยากให้ผมไปด้วย ผมไปด้วยได้” หรือ “แม่อยากไปวันไหนบอกหนูได้ เดี๋ยวหนูจัดเวลาไปด้วยค่ะ” การให้ท่านเลือกวัน เลือกว่าจะให้ใครไปด้วย หรือเลือกว่าจะให้ใครนั่งฟังผลตรวจ เป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ท่านยังรู้สึกว่า เรื่องสุขภาพนี้เป็นเรื่องที่ตนเองมีส่วนตัดสินใจ
ตรวจการได้ยินแล้ว ต้องใส่เครื่องช่วยฟังเลยไหม?
ไม่จำเป็น
การตรวจการได้ยินมีไว้เพื่อดูว่า การได้ยินในแต่ละช่วงเสียงเป็นอย่างไร การฟังและเข้าใจคำพูดเป็นอย่างไร และมีอาการใดที่ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์เพิ่มเติมหรือไม่
เมื่อทราบผลแล้วจึงค่อยพิจารณาว่าแนวทางใดเหมาะกับแต่ละคน บางคนอาจเพียงติดตามการได้ยิน บางคนควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติม บางคนอาจได้ประโยชน์จากการปรับวิธีสื่อสาร ขณะที่บางคนอาจเหมาะกับเครื่องช่วยฟังหรือเทคโนโลยีช่วยฟังชนิดอื่น
ดังนั้น การมาตรวจไม่ได้เท่ากับการตัดสินใจซื้อเครื่องช่วยฟัง แต่เป็นการตรวจให้รู้ก่อนว่าเกิดอะไรขึ้น
ถ้าคุณพ่อคุณแม่ยอมมาตรวจ คนในครอบครัวควรไปด้วยไหม?
ถ้าท่านสบายใจ การมีลูก คู่สมรส หรือคนใกล้ชิดไปด้วยมีประโยชน์ เพราะผลตรวจในห้องตรวจบอกเราได้ว่าได้ยินเสียงระดับไหน แต่ชีวิตจริงมีรายละเอียดอีกมาก
คนในบ้านอาจช่วยเล่าได้ว่า “อยู่บ้านคุยกันสองคนไม่มีปัญหาค่ะ แต่พอไปกินข้าวด้วยกันหลายคน คุณพ่อจะเงียบลง” หรือ “คุณแม่ฟังข่าวในทีวีได้ แต่เวลาหลานพูดจากอีกด้านของห้องจะไม่ค่อยได้ยิน”
ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าใจว่า ปัญหาการฟังเกิดขึ้นในสถานการณ์ไหน และเรื่องใดเป็นสิ่งที่เจ้าตัวอยากทำได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากคุณพ่อคุณแม่ต้องการพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญตามลำพัง ก็ควรให้ท่านเป็นคนเลือก
แล้วเรื่องการได้ยินกับสมอง ควรกังวลแค่ไหน?
เรื่องนี้ควรใส่ใจ แต่ไม่ควรนำเรื่องสมองเสื่อมมาใช้ขู่ให้พ่อแม่ยอมไปตรวจ
Lancet Commission ปี 2024 จัดการสูญเสียการได้ยินเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ซึ่งสัมพันธ์กับความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อม [4] คำว่า “สัมพันธ์” มีความสำคัญ เพราะไม่ได้หมายความว่าคนที่หูตึงทุกคนจะเป็นสมองเสื่อม และไม่ได้หมายความว่าการใส่เครื่องช่วยฟังจะป้องกันสมองเสื่อมได้โดยตรง
งานวิจัย ACHIEVE ซึ่งเป็น randomized controlled trial ในผู้สูงอายุอายุ 70–84 ปี จำนวน 977 คน ให้ภาพที่ละเอียดขึ้น [5] เมื่อดูผู้เข้าร่วมทั้งหมด การดูแลการได้ยินไม่ได้ทำให้อัตราการลดลงของความสามารถด้านการคิดและความจำในช่วง 3 ปีแตกต่างจากกลุ่มเปรียบเทียบอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ในผู้เข้าร่วมกลุ่ม ARIC จำนวน 238 คน ซึ่งมีอายุสูงกว่าและมีปัจจัยเสี่ยงต่อการถดถอยด้านความคิดและความจำมากกว่า พบว่าผู้ที่ได้รับการดูแลเรื่องการได้ยินมีการลดลงของความสามารถด้านการคิดและความจำช้ากว่ากลุ่มเปรียบเทียบประมาณ 48%
การดูแลการได้ยินในการศึกษานี้ไม่ได้หมายถึงการมอบเครื่องช่วยฟังเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการประเมิน การให้คำปรึกษา การใช้เครื่องช่วยฟัง และการติดตามดูแล
ผลการศึกษานี้มีความสำคัญ แต่ยังไม่ควรนำไปแปลว่า “ต้องใส่เครื่องช่วยฟัง ไม่อย่างนั้นจะเป็นสมองเสื่อม” เหตุผลที่ใกล้ตัวกว่านั้นคือ หากการได้ยินเริ่มทำให้ต้องพยายามฟังมากขึ้น พลาดบทสนทนาบ่อยขึ้น หรือค่อย ๆ ถอยออกจากกิจกรรมที่เคยชอบ ก็ควรตรวจให้รู้ว่าเกิดจากอะไร และมีอะไรที่ช่วยได้บ้าง
ก่อนมาตรวจการได้ยิน ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
การตรวจการได้ยินไม่ต้องเตรียมตัวซับซ้อน และไม่จำเป็นต้อง “เตรียมหู” เป็นพิเศษ สิ่งที่ช่วยให้การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญได้ข้อมูลครบขึ้น มีเพียงไม่กี่อย่าง
- นึกถึงสถานการณ์ที่ฟังยากจริง 3–5 สถานการณ์ เช่น ร้านอาหาร เสียงหลาน โทรทัศน์ โทรศัพท์ ประชุม หรือเวลาหลายคนพูดพร้อมกัน
- แจ้งประวัติที่เกี่ยวข้อง เช่น เคยทำงานในที่เสียงดัง เคยผ่าตัดหู มีเสียงดังหรือเสียงวิ้งในหู เวียนศีรษะ โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่
- ถ้ามีเครื่องช่วยฟังอยู่แล้ว ให้นำมาด้วย รวมถึง charger และอุปกรณ์ที่ใช้เป็นประจำ เพื่อให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจดูจากปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
- หากท่านต้องการ ให้คนใกล้ชิดมาด้วย โดยเฉพาะคนที่พูดคุยกันเป็นประจำ
- เลือกเวลาที่ไม่รีบ ไม่หิว และไม่เหนื่อย เพื่อให้มีเวลาตรวจและพูดคุยได้โดยไม่รู้สึกเร่งรีบ
กรณีไหนไม่ควรรอนัดตรวจตามปกติ?
หากการได้ยินค่อย ๆ ลดลงเป็นเดือนหรือเป็นปี สามารถนัดประเมินการได้ยินตามปกติได้
แต่ถ้าอยู่ ๆ การได้ยินลดลงอย่างชัดเจนภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน โดยเฉพาะข้างเดียว ควรพบแพทย์ทันที ภาวะหูดับฉับพลัน หรือ sudden sensorineural hearing loss เป็นภาวะที่ควรได้รับการประเมินทางการแพทย์อย่างเร่งด่วน บางคนเข้าใจผิดว่าเป็นเพียงขี้หูอุดตัน ภูมิแพ้ หรืออาการจากหวัดและรอดูอาการเอง ซึ่งอาจทำให้การรักษาล่าช้า [6]
หากมีอาการปวดหูมาก มีเลือดหรือน้ำไหลจากหู เวียนศีรษะรุนแรง หรือมีอาการทางระบบประสาทร่วมด้วย ควรพบแพทย์โดยเร็วเช่นกัน
บางครั้ง การชวนไปตรวจอาจเริ่มจากประโยคง่าย ๆ
ไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วย “พ่อหูตึงแล้ว” หรือ “แม่ต้องใส่เครื่องช่วยฟัง”
ลองเริ่มจากคำถามว่า
“ช่วงนี้มีตอนไหนที่พ่อรู้สึกว่าฟังเหนื่อยขึ้นไหมครับ?”
หรือ
“เวลาพวกเรากินข้าวกันหลายคน แม่รู้สึกว่าตามที่ทุกคนคุยกันทันไหมคะ?”
แล้วฟังคำตอบของท่านก่อน
บางคนตรวจแล้วพบว่าการได้ยินยังเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยและควรติดตาม บางคนพบสาเหตุที่ควรได้รับการดูแลทางการแพทย์ บางคนอาจเหมาะกับเครื่องช่วยฟังหรือเทคโนโลยีช่วยฟัง และบางคนอาจได้ประโยชน์จากการฝึกฟังหรือการปรับวิธีสื่อสารร่วมด้วย
สิ่งแรกที่ควรรู้จึงไม่ใช่ว่า “ควรซื้อเครื่องอะไร” แต่คือ “ตอนนี้การได้ยินเป็นอย่างไร และมีเรื่องไหนในชีวิตที่ท่านอยากฟังได้ง่ายขึ้น”
คำถามที่พบบ่อย
1. พ่อแม่บอกว่ายังได้ยินดี แต่คนในบ้านรู้สึกว่าฟังไม่ชัด ควรทำอย่างไร?
ไม่จำเป็นต้องพยายามพิสูจน์ว่าท่านฟังผิด ลองถามจากสถานการณ์จริง เช่น เวลาทานข้าวหลายคน ดูทีวี หรือคุยกับหลาน ว่ามีช่วงไหนที่รู้สึกฟังยากหรือเหนื่อยขึ้น หากเริ่มมีผลต่อชีวิตประจำวัน การตรวจการได้ยินจะช่วยให้รู้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงจริงหรือไม่ และควรดูแลต่ออย่างไร
2. ตรวจการได้ยินแล้วจำเป็นต้องซื้อเครื่องช่วยฟังหรือไม่?
ไม่จำเป็น ผลตรวจมีไว้เพื่อให้รู้สถานะการได้ยินก่อน หลังจากนั้นจึงพิจารณาว่าควรติดตาม พบแพทย์ ปรับวิธีสื่อสาร หรือใช้เทคโนโลยีช่วยฟังหรือไม่ตามความเหมาะสมของแต่ละคน
3. ลูกควรเข้าไปนั่งในห้องตรวจกับพ่อแม่ไหม?
หากคุณพ่อคุณแม่สบายใจ การมีคนใกล้ชิดอยู่ด้วยช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การฟังในชีวิตจริงได้ แต่ควรให้เจ้าตัวเป็นคนเลือกว่าจะให้ใครเข้าร่วมการพูดคุยหรือฟังผลตรวจด้วย
4. การได้ยินลดลงทำให้เป็นสมองเสื่อมหรือไม่?
งานวิจัยพบความสัมพันธ์ระหว่างการสูญเสียการได้ยินกับความเสี่ยงต่อการถดถอยด้านความคิดและภาวะสมองเสื่อม แต่ยังไม่ควรตีความว่าการสูญเสียการได้ยินเป็นสาเหตุโดยตรงในทุกคน หรือว่าเครื่องช่วยฟังสามารถป้องกันสมองเสื่อมได้แน่นอน
5. ถ้าอยู่ ๆ ได้ยินลดลงข้างเดียว ควรรอดูอาการไหม?
ไม่ควรรอ หากการได้ยินลดลงอย่างฉับพลันภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน โดยเฉพาะข้างเดียว ควรพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นภาวะหูดับฉับพลันที่ต้องได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน
ยังไม่แน่ใจว่าคุณพ่อคุณแม่ควรมาตรวจหรือไม่?
ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการตัดสินใจเรื่องเครื่องช่วยฟัง หากครอบครัวเริ่มสังเกตว่าคุณพ่อคุณแม่ฟังบางสถานการณ์ลำบากขึ้น สามารถเริ่มจากเล่าอาการให้ทีมดูแลการได้ยินของ Intimex ฟังก่อนได้
เราจะช่วยดูว่าอาการที่เล่ามาควรเริ่มจากการตรวจอะไร มีจุดใดที่ควรพบแพทย์ก่อนหรือไม่ และหากมาตรวจแล้วจะมีขั้นตอนอะไรบ้าง
การมาตรวจการได้ยินไม่ได้หมายความว่าจะต้องใช้เครื่องช่วยฟัง
สิ่งแรกที่ควรรู้คือ ตอนนี้การได้ยินเป็นอย่างไร และเรื่องใดในชีวิตประจำวันที่ท่านอยากฟังได้ง่ายขึ้น
เอกสารอ้างอิงทางการแพทย์
1. da Silva JC, de Araujo CM, Lüders D, et al. The Self-Stigma of Hearing Loss in Adults and Older Adults: A Systematic Review. Ear and Hearing. 2023;44(6):1301–1310. DOI: 10.1097/AUD.0000000000001398.
2. Knoetze M, Manchaiah V, Mothemela B, Swanepoel DW. Factors Influencing Hearing Help-Seeking and Hearing Aid Uptake in Adults: A Systematic Review of the Past Decade. Trends in Hearing. 2023;27:23312165231157255. DOI: 10.1177/23312165231157255.
3. National Institute on Deafness and Other Communication Disorders (NIDCD). Age-Related Hearing Loss (Presbycusis).
4. Livingston G, Huntley J, Liu KY, et al. Dementia prevention, intervention, and care: 2024 report of the Lancet standing Commission. The Lancet. 2024;404(10452):572–628. DOI: 10.1016/S0140-6736(24)01296-0.
5. Lin FR, Pike JR, Albert MS, et al. Hearing intervention versus health education control to reduce cognitive decline in older adults with hearing loss in the USA (ACHIEVE): a multicentre, randomised controlled trial. The Lancet. 2023;402(10404):786–797. DOI: 10.1016/S0140-6736(23)01406-X.
6. National Institute on Deafness and Other Communication Disorders (NIDCD). Sudden Sensorineural Hearing Loss.
หมายเหตุทางการแพทย์
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลด้านสุขภาพทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจวินิจฉัย
รีวิว เครื่องช่วยฟัง
โพสต์บน Google![]()
sompong choosriratTrustindex ตรวจสอบว่าแหล่งที่มาดั้งเดิมของรีวิวคือ Google
เริ่มตั้งแต่ลงรถเหมือนถูกอุ้มเข้าร้านลอยมาเลยครับพอเข้ามาถึงเจ้าหน้าที่สอบถามปัญหาที่ได้รับจากการใช้เครื่องนั่งรอรับประทานของว่างอร่อยมากครับประทับใจในการบริการอยากมาทุกวันเลยที่จอดรถก็บริการดีมากโพสต์บน Google![]()
Sayam kTrustindex ตรวจสอบว่าแหล่งที่มาดั้งเดิมของรีวิวคือ Google
เจ้าหน้าที่ทุกคนให้บริการได้ดีมากครับโพสต์บน Google![]()
รุ่งนภาTrustindex ตรวจสอบว่าแหล่งที่มาดั้งเดิมของรีวิวคือ Google
เครื่องช่วยฟัง ใช้ได้จริงค่ะแล้วก็คุณหมอก็น่ารักมากอัธยาศัยดีเข้ามาแล้วรู้สึกอบอุ่นมากค่ะโพสต์บน Google![]()
pook pavenaTrustindex ตรวจสอบว่าแหล่งที่มาดั้งเดิมของรีวิวคือ Google
คุณหมอ เป็นผู้เชี่ยวชาญบริการดีพนักงานน่ารักบรรยากาศดี อุปกรณ์เครื่องช่วยฟังราคาเหมาะสมแนะนำ ให้เข้ามาเลยค่ะโพสต์บน Google![]()
Phinsa SattasiriTrustindex ตรวจสอบว่าแหล่งที่มาดั้งเดิมของรีวิวคือ Google
Believe you get what you pay.โพสต์บน Google![]()
Fddxf FggftTrustindex ตรวจสอบว่าแหล่งที่มาดั้งเดิมของรีวิวคือ Google
วันนี้ได้พาญาติเข้ามารับบริการที่ศูนย์เครื่องช่วยฟังอินทิเม็กซ์ ทางศูนย์มีการอำนวยความสะดวกตั้งแต่ที่จอดรถและมีรถเข็นสำหรับผู้ป่วยให้บริการ รวมถึงมีบริการเครื่องดื่มและของว่างระหว่างรอเช็คล้างทำความสะอาดเครื่องด้วยโพสต์บน Google![]()
SabrinaTrustindex ตรวจสอบว่าแหล่งที่มาดั้งเดิมของรีวิวคือ Google
thank you doctor Anish! it’s so nice to have an english speaking doctor taking care of me today, and everyone is super kind and the atmosphere is calm and gentle. while you wait there are also free cookies and beverages if you want!โหลดเพิ่ม


